พอร์ตลงทุนแบบมีเงินปันผลในประกันบำนาญ BLA หมายความว่าอย่างไร
เบี้ยประกันที่ผู้ทำประกันชำระไปนั้น หลังนำไปหัก 'ค่าดำเนินการ' และ 'ค่าประกันภัย' แล้ว ที่เหลือจะถูกนำไปลงทุนกับพอร์ตการลงทุนของ BLA ซึ่งพอร์ตการลงทุนของ BLA จะถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ พอร์ตการลงทุนแบบไม่มีเงินปันผล และ พอร์ตการลงทุนแบบมีเงินปันผล
เมื่อพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันส่วนใหญ่ไม่มีเงินปันผล

❒ ที่มา :
- เนื่องจากบริษัทประกันจะต้องนำเบี้ยประกันไปลงทุนให้เงินได้เติบโตต่อ เพื่อที่จะสามารถให้ผลตอบแทน หรือ มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ ตามที่ได้สัญญากับผู้ทำประกันไว้ได้
- ซึ่งบริษัทประกันจะมีพอร์ตการลงทุนของตนเองที่จะถูกกำกับโดย คปภ. ว่า พอร์ตการลงทุนจะมีสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่สุดได้เพียงตราสารหนี้เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนจนเกินไปแล้วทำให้พอร์ตติดลบ ซึ่งอาจกลับมาส่งผลต่อผู้ทำประกันได้
❒ ข้อดี :
- ความผันผวนน้อย
- คาดการณ์ผลตอบแทนได้อย่างแม่นยำ
- โอกาสการเกิดปัญหาต่ำ
❒ ข้อจำกัด :
- เนื่องจากสินทรัพย์ที่ลงทุนเน้นไปที่ตราสารหนี้เป็นหลัก แบบประกันที่ให้ผลตอบแทนอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันจึงมีโอกาสปิดแบบประกันสูง หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงอย่างรวดเร็ว
ปัญหาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดต่ำลง ทำให้พอร์ตการลงทุนแบบไม่มีเงินปันผล ไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของแบบประกัน

❒ ข้อสังเกต :
- จากกราฟจะเห็นได้ว่ามีการเปิดแบบประกัน BLA บำนาญ 600 ขึ้นมาตอนที่ดอกเบี้ยกำลังเป็นช่วงขาขึ้น และ บริษัทก็ให้ผลตอบแทนที่สูงมากกับแบบประกันนี้ อย่างไรก็ตามในเวลาไม่นาน อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้วกกลับเป็นขาลงยาาว โดยไม่มีท่าทีว่าจะกลับมาขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นว่าลงต่ำมากกว่าเดิมอีก จนต้องปิดแบบประกัน BLA บำนาญ 600 ลงไป และทำการเปิด BLA บำนาญ 99 ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าขึ้นมาก
❒ คำถามสำคัญ :
- หากเปิดแบบประกันบำนาญใหม่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น จะป้องกันการวกกลับมาเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร
- เพราะ หากไม่มีแนวทางป้องกัน ก็จะกลายเป็นว่าบริษัทต้องคอย ปิดๆ เปิดๆ แบบประกันอยู่ตลอดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนระยะยาวเท่าไรนัก
การแก้ไขด้วยลงทุนในสินทรัพย์ที่มักให้ผลตอบแทนสวนทางกับตราสารหนี้

❒ ที่มา :
- สินทรัพย์ที่มักให้ผลตอบแทนสวนทางกับตราสารหนี้ เช่น ตราสารทุน หรือ หุ้น (ตราสารหนี้เป็นขาลง แต่ตราสารทุนมักเป็นขาขึ้นแทน) ทำให้พอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนของตราสารทุนร่วมด้วย จะไม่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาลงมากนัก
❒ ข้อดี :
- หากแบบประกันเลือกใช้พอร์ตการลงทุนแบบที่มีสัดส่วนตราสารทุนด้วย จะช่วยลดโอกาสการถูกปิดแบบประกันในตอนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลงมากๆ ลงได้
❒ ข้อสังเกตุ :
- ตราสารทุนเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แม้จะให้ผลตอบแทนได้สูงแต่ก็มีโอกาสติดลบได้สูงเช่นกัน การเพิ่มสัดส่วนตราสารทุนเข้ามาย่อมทำให้พอร์ตการลงทุนมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากเช่นกัน และ อาจมีผลกระทบต่อผู้ทำประกันได้
พอร์ตการลงทุนแบบมีเงินปันผลจึงเกิดขึ้น พร้อมกับเงื่อนไขกำกับดูแลจาก คปภ.

❒ ที่มา :
- คปภ. เห็นความจำเป็นของการที่บริษัทประกันจำเป็นต้องมีพอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตราสารทุนร่วมด้วย เพื่อที่จะลดความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยนโยบายลงได้
- และเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงสูงจนเกินไป จึงกำหนดว่าพอร์ตการลงทุนนี้ จะต้องมีสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงสูงไม่เกิน 20% ของพอร์ตทั้งหมด
- รวมถึงการที่พอร์ตมีความเสี่ยงสูงขึ้น มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น โดยที่ผู้ทำประกันรับความเสี่ยงมากขึ้น ทาง คปภ. จึงกำหนดให้พอร์ตการลงทุนรูปแบบนี้จะต้องมีการจ่ายเงินปันผลออกมาให้กับผู้ทำประกันตามสัดส่วนของทุนประกันที่ถือไว้ร่วมด้วย นอกเหนือจากมูลค่าเวนคืนในกรมธรรม์ หรือ เงินคืนตามปีกรมธรรม์ที่ตกลงในสัญญา
- โดยที่ปีไหนก็ตามผลตอบแทนเป็นบวก พอร์ตจะต้องมีการปันผลตอบแทนออกมาให้กับผู้ทำประกัน (ซึ่งโอกาสเป็นบวกสูงมาก เพราะ มีตราสารหนี้อยู่ถึง 80%) ซึ่งบริษัทจะสามารถหักค่าดำเนินการที่ 20%-25% ของผลตอบแทนต่อปีที่ได้ ก่อนการจ่ายปันผล (ฺBLA จะหักค่าดำเนินการที่ 20% ซึ่งน้อยที่สุดในตลาด) ดังตัวอย่างอัตราผลตอบแทนเบื้องต้นของพอร์ตปันผล BLA ก่อนหักค่าดำเนินการดังนี้

❒ ข้อดี :
- ลดความอ่อนไหวของแบบประกันต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายขาลงได้ และ การลงทุนไม่เสี่ยงสูงจนเกินไป ด้วยถูกกำกับให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงไม่เกิน 20% ของพอร์ตเท่านั้น
- ยิ่งทำทุนประกันสูงสัดส่วนเงินปันผลที่ได้จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ได้ทั้งผลตอบแทนที่การันตีตามสัญญา และ ผลตอบแทนตามสภาวะตลาดการลงทุนผ่านเงินปันผลร่วมด้วย
❒ ข้อสังเกตุ :
- แบบประกันที่ใช้พอร์ตปันผล มักมีผลตอบแทนแบบการันตีน้อยกว่า แบบประกันของที่ใช้พอร์ตแบบไม่มีปันผล เนื่องจากผลตอบแทนแบบการันตีตามสัญญานั้นส่วนหนึ่งจะมาจากค่าดำเนินการ 20% ที่ถูกหักไปก่อนจ่ายปันผลนี้ ซึ่งหักไปค่อนข้างน้อยมาก
- มีโอกาสที่บางปีจะไม่มีการจ่ายปันผลได้ หากผลตอบแทนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนติดลบพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้ยากมาก เช่น ช่วงเริ่มต้นของวิกฤตโควิด
แต่ประกันบำนาญไม่สามารถรับเงินปันผลจากพอร์ตลงทุนแบบมีเงินปันผลได้ ก่อนถึงเวลารับบำนาญ

❒ ที่มา :
- อย่างไรก็ตาม คปภ. กำหนดว่า ประกันบำนาญที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้จะต้องไม่มีการจ่ายเงินผลประโยชน์ออกมาระหว่างรอที่จะถึงอายุรับบำนาญ
- จึงทำให้บริษัทประกันไม่สามารถจ่ายเงินปันผลออกมาได้ และจำเป็นต้องนำเงินปันผลเหล่านี้ฝากไว้กับบริษัทประกันต่อ
- ซึ่งบริษัทบริษัทประกันจะมีการให้ดอกเบี้ยเงินฝากของเงินปันผลเหล่านี้ ตามดอกเบี้ยนโยบายขณะนั้น ดังตัวอย่างของทาง BLA ดังนี้

❒ ข้อดี :
- เงินปันผลที่ได้สะสมในทุกปี มีโอกาสเติบโตทบต้นไปเรื่อย ๆ ตามดอกเบี้ยนโยบายจนกว่าจะถึงอายุที่รับบำนาญจากประกันบำนาญได้
❒ ข้อสังเกตุ :
- หากปีไหนดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลง เงินปันผลสะสมที่ฝากไว้กับบริษัทก็จะเติบโตได้น้อยลงตามไปด้วย
แต่เงื่อนไขก่อน ธ.ค. 68 ประกันบำนาญไม่สามารถจ่ายเงินปันผล ในรูปแบบเงินบำเหน็จที่สูงกว่าเงินบำนาญได้

❒ ที่มา :
- แม้เงินปันผลที่ทยอยสะสมมาทั้งหมดจนถึงอายุที่รับบำนาญได้แล้ว แต่บริษัทประกันก็จะไม่สามารถจ่ายปันผลทั้งหมดออกมาให้กับผู้ทำประกันบำนาญได้ เมื่อถึงอายุรับบำนาญอยู่ดี
- ด้วยเพราะแบบประกันบำนาญก่อน ธ.ค. 2568 ทั้งหมด คปภ. มีการกำหนดว่า จะต้องไม่มีการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่มากกว่าบำนาญปีแรกที่ได้รับจากประกันบำนาญ
- จึงทำให้บริษัทประกันไม่สามารถจ่ายเงินปันผลทั้งหมด ซึ่งย่อมมากกว่าบำนาญปีแรกอย่างแน่นอน ให้กับผู้ทำประกันบำนาญได้ เพราะจะขัดกับข้อกำหนดนี้
❒ ข้อดี :
- การที่ คปภ. บังคับแบบนี้ เพราะ ไม่ต้องการให้ประกันบำนาญมีการจ่ายบำเหน็จออกมา เพราะจะทำให้ในระยะยาวแล้วได้รับบำนาญลดลงพอสมควร ซึ่งขัดกับจุดประสงค์แรกที่เน้นให้ประกันบำนาญเป็ฯรากฐานของการเกษียณอย่างยั้งยืน
❒ ข้อสังเกตุ :
- บริษัทประกันจึงจำเป็นต้องหาทางที่จะคืนเงินปันผลออกไปให้ผู้ทำประกันในรูปแบบอื่นแทน เพื่อไม่ให้ขัดกับข้อกำหนดของ คปภ.
- อย่างไรก็ตามเมื่อ ธ.ค. 2568 คปภ. ได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดให้ประกันบำนาญสามารถจ่ายบำเหน็จได้ แต่บำเหน็จที่ได้ต้องไม่เกิน 30% ของทุนประกันบำนาญ เพื่อยังคงสามารถให้บำนาญที่มากพอและยั้งยืนได้
นำไปสู่การแปลงเงินปันผลสะสมคาดการณ์ให้เป็นเงินบำนาญเพิ่มขึ้นแทน

❒ ที่มา :
- เมื่อแบบประกันบำนาญก่อน ธ.ค. 2568 ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลสะสมออกมาในรูปของบำเหน็จได้ บริษัทประกันจึงแก้ไขโดยการเปลี่ยนเงินปันสะสมทั้งหมดนี้ให้เสมือนได้ประกันบำนาญเพิ่มขึ้นมาอีกเล่มแทน ผ่านการแปลงเงินปันผลสะสมเป็นบำนาญเพิ่มขึ้น
- หลักการคือ ก่อนอายุรับบำนาญ 1 ปี เช่น ตอนอายุครบ 59 ปี (หากรับบำนาญตอนอายุครบ 60 ปี) บริษัทประกันจะนำเงินปันผลสะสมทั้งหมดของผู้ทำประกัน มาทำประกันบำนาญแบบ 99/1 โดยอัตโนมัติ หรือก็คือ การทำประกันบำนาญแบบจ่ายเบี้ย 1 ปี และได้รับบำนาญตั้งแต่อายุ 60-99 ปี
- วิธีนี้จึงช่วยให้บริษัทประกันสามารถจ่ายเงินปันผลสะสมออกไปยังผู้ทำประกันได้ในที่สุด และ ไม่ขัดกับข้อกำหนดของ คปภ. เพราะไม่ได้มีการจ่ายบำเหน็จ แต่เป็นการจ่ายเป็นบำนาญเพิ่มขึ้นมา (ซึ่งบำนาญเพิ่มขึ้นจากเงินปันผลนี้จะน้อยกว่า บำนาญที่ได้รับปีแรกตามปกติ ไม่ผิดเงื่อนไข คปภ. อย่างแน่นอน)
❒ ข้อดี :
- ไม่ขัดกับข้อกำหนดของ คปภ.
- ผู้ทำประกันมีโอกาสได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นอย่างยั้งยืน และ รวมเงินบำนาญเพิ่มทั้งหมดนี้ จะมากกว่าเงินปันผลสะสมอย่างแน่นอน เมื่อผู้ทำประกันอายุยืนเกิน 85-90 ปีขึ้นไป
❒ ข้อสังเกตุ :
- บำนาญที่ได้รับเพิ่มจากการแปลงเงินปันผลสะสมนี้ ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะได้เพิ่มขึ้นเท่าไร เพราะ ไม่สามารถการันตีเงินปันผลสะสมที่ได้ในแต่ละปีได้
- บริษัทประกันจึงเน้นคำนวณแบบคาดการณ์ให้ผู้ทำประกันพิจารณาแทน ซึ่งด้วยสัดส่วนการลงทุนของตราสารหนี้ที่สูงถึง 80% จึงทำให้ความผันผวนค่อนข้างต่ำ และ การคาดการณ์มีความแม่นยำมากขึ้น
ผลตอบแทนคาดการณ์ กับ บำนาญเพิ่มขึ้นคาดการณ์ แม่นยำได้เพียงใด

❒ ที่มา :
- ด้วยพอร์ตแบบมีเงินปัลผลนั้นเป็นเป็นพอร์ตมีตราสารหนี้สูงถึง 80% ความผันผวนค่อนข้างน้อย ทำให้การคาดการณ์ผลตอบแทนจึงมีความแม่นยำได้ในระดับหนึ่ง
- โดยผลตอบแทนคาดการณ์ของพอร์ตลักษณะมักจะอยู่ที่ ประมาณ 3%-5% ต่อปี หรือ โอกาสสูงมากที่จะอยู่ที่ประมาณ 3% กว่าๆ (ยังไม่หักค่าดำเนินการก่อนปันผล)
- ทำให้บริษัทประกันอย่างเช่น BLA จะทำใบเสนอที่มีผลตอบแทนแบบคาดการณ์ขึ้นมาทั้งแบบผลตอบแทนคงที่ 3% 4% และ 5% ต่อปี
- เพื่อจะทำให้เห็นว่า หากผลตอบแทนสุทธิแบบคาดการณ์ทั้ง 3 แบบ (ภายหลังหักค่าดำเนินการต่างๆ และรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากของปันผลแล้ว) จะทำให้ได้ปันผลสะสมที่แปลงเป็นทุนประกันบำนาญแบบ 99/1 ที่เท่าใด และ จะได้บำนาญเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด
- ดังตัวอย่างใบเสนอด้านล่างนี้
- ที่หากผลตอบแทนสุทธิคาดการณ์ของพอร์ตการลงทุนอยู่ที่ 3% ต่อปี จะทำให้ได้เงินปันผลสะสมตอนอายุ 59 ปีที่สามารถแปลงเป็นทุนประกันบำนาญ 99/1 ได้ที่ทุน 24,283 บ. ซึ่งจะทำให้ได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นอีก 4,857 บ. ต่อปี จากบำนาญเดิมที่ 361,897 บ.
- ในขณะที่หากผลตอบแทนสุทธิอยู่ที่ 4% ต่อปี จะทำให้ได้ทุนประกัน 185,146 บ. ซึ่งจะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นที่ 37,029 บ. ต่อปี
- หรือ มีโอกาสสูงที่จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นในประมาณช่วง 4,857 - 37,029 บ. ค่าใดค่าหนึ่งนั่นเอง หากผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยได้ 3% กว่าๆ ต่อปี

❒ ข้อดี :
- ช่วยให้สามารถคาดการณ์บำนาญที่มีโอกาสได้รับเพิ่มอย่างเห็นภาพมากขึ้น แม้เงินปันผลที่ได้ในแต่ละปีของพอร์ตการลงทุนจะไม่เท่ากันทุกปีก็ตาม
- ส่วนบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้นนี้ สามารถมองเป็นโบนัสพิเศษทุกปี เพิ่มจากบำนาญที่ต้องการจริงๆ ได้
❒ ข้อสังเกตุ :
- การรอให้ถึงอายุครบ 59 ปี หรือก่อนรับบำนาญ 1 ปี แล้วค่อยนำเงินปันผลสะสมทั้งหมดไปทำประกันบำนาญแบบ 99/1 นั้น เบี้ยประกันบำนาญจะมีราคาค่อนข้างสูงมาก เพราะเหลือระยะเวลาลงทุนอีกเพียง 1 ปีเท่านั้น
- ทำให้เมื่อรวมบำนาญที่ได้รับเพิ่มทั้งหมดจนถึงอายุ 99 ปี จะมากกว่าเงินปันผลสะสมทั้งหมดในตอนอายุ 59 ปีไม่มากเท่าไรนัก
บทสรุป : บำนาญเพิ่มขึ้นจากเงินปันผลทางออกที่สำคัญของประกันบำนาญในช่วงดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลง
การที่จะทำให้ประกันบำนาญมีทั้งผลตอบแทนที่สูง และ สามารถให้บำนาญได้นานถึงอายุ 99-100 ปี ในภาวะที่ดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะกับประกันบำนาญแบบทั่วไปที่พอร์ตการลงทุนทั้งหมดเน้นที่ตราสารหนี้ที่แปรผันตรงกับดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลัก
และด้วยเป็นเรื่องไม่ง่ายนี้เอง จึงทำให้แนวโน้มประกันบำนาญลักษณะนี้จะลดอายุการให้บำนาญลง และ เปลี่ยนไปใช้การให้บำนาญแบบเพิ่มตามอายุที่กำหนดแทน เนื่องจากบริษัทจะได้รับเบี้ยประกันบำนาญมากขึ้น และ ไม่ต้องจ่ายบำนาญสูงตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ เพื่อลดความเสี่ยงของบริษัทประกันลง
อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ปัญหาลักษณะนี้ จะทำให้ทั้งผลตอบแทนประกันบำนาญลดลง และ จำนวนปีที่ได้รับบำนาญก็ลดลงเช่นกัน จึงอาจจะไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมที่สุด และ ส่งผลให้นำไปสู่การแก้ไขอีกแนวทาง คือ การปรับให้พอร์ตการลงทุนของประกันบำนาญมีสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่าง ตราสารทุน หรือ หุ้น ในสัดส่วนไม่เกิน 20% ร่วมด้วย
วิธีนี้จะช่วยลดการยึดติดกับดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะ ตราสารทุน มักสวนทางกับ ตราสารหนี้ ซึ่งด้วยแนวคิดนี้เองจึงทำให้ประกันบำนาญยังคงให้ผลตอบแทนที่สูง และ ให้บำนาญได้นานถึงอายุ 99-100 ปีได้ต่อไป
ร่วมถึง คปภ. ยังมีมาตรการควบคุมดูแลที่เหมาะสม ทำให้ผู้ทำประกันได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมในรูปแบบเงินปันผลจากผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนแบบนี้ด้วย และ คปภ. ยังกำหนดให้เงินปันผลเหล่านี้ให้กลายมาเป็น เงินบำนาญเพิ่ม ที่จะได้รับมากขึ้นในตอนเกษียณ เพื่อความยั้งยืนของการเกษยีณ
จึงทำให้ประกันบำนาญที่มีพอร์ตแบบมีเงินผล สามารถเป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญ ให้กับแบบประกันบำนาญในยุคดอกเบี้ยขาลงได้ โดยไม่ต้องปรับผลตอบแทนให้ลดลง แถมยังเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น และ มีอายุการรับบำนาญที่นานถึงอายุ 99-100 ปี ได้เหมือนเดิม และ ยังเปิดทางเลือกการจัดการพอร์ตให้กับบริษัทประกันได้ยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย

เริ่มวางรากฐานให้กับ "แผนเกษียณ" อย่างจริงจัง
ด้วย Framework การใช้เครื่องมือการเงินลดหย่อนภาษี ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
"ตน (ในปัจจุบัน) แลเป็นที่พึ่งของตน (ในอนาคต)"




